ชุมชนฟ้าเดียวกัน: Viva la Vida = Long Live Life และ Freedom of Speech - ชุมชนฟ้าเดียวกัน

Jump to content

Page 1 of 1
  • You cannot start a new topic
  • You cannot reply to this topic

Viva la Vida = Long Live Life และ Freedom of Speech เพลงที่มีอะไรมากกว่าที่คิด? Rate Topic: -----

#1 User is offline   5thNov

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: บริหารจัดการ
  • Posts: 807
  • Joined: 16-July 08

Posted 09 February 2009 - 11:20 PM

Revolutionaries wait
For my head on a silver plate
Just a puppet on a lonely string
Oh who would ever want to be king?
- Viva la Vida, coldplay http://www.youtube.c...h?v=dvgZkm1xWPE


น่าสนใจมากครับ ผมพึ่งรู้ว่าเพลงเพราะๆเบาๆ ที่ผมฟังอยู่บ่อยๆนี้มีใจความอันหนักอึ้งเช่นนี้อยู่

Quote

คำว่า Viva la Vida (แปลว่า “สดุดีชีวิต” ไม่ก็คำอื่นที่ใกล้เคียงกัน) มาจากชื่อรูปวาดของศิลปินหญิง ฟรีดา คาห์โล (ใครอยากรู้เรื่องราวชีวิตอันฉูดฉาดของเธอคงต้องลองหาภาพยนตร์ที่ชื่อ “ฟรีดา” มาดู) ขณะที่รูปปกเป็นรูปวาดของศิลปินฝรั่งเศสที่มีชื่อว่า “Liberty Leading the People” เป็นรูปที่เขียนถึงการปฏิวัติต่อต้านพระเจ้าชาร์ลที่สิบ หรือที่เรียกกันว่า “การปฏิวัติเดือนกรกฎา”


http://blogazine.pra.../parid/post/877 อ่านบท "วิจารณ์" ที่น่าสนใจได้จากที่นี่เลยครับ
๑๗/๑๑/๒๕๕๑
กลัวอะไร ใครเล่า เฝ้าค้ำฟ้า
ถึงเวลา ก็ลาโลก ไม่สงสัย
ถึงกายตาย หายไห้ ไม่เป็นไร
ใจยังอยู่ คู่อุดมการณ์ รักฐานไทย

ข้าไม่ตาย ฆ่าไม่ตาย ค่าไม่ตาย
ไม่มลาย หายวิ่น สิ้นไปไหน
จะยังอยู่ รอดู ประชาธิปไตย
ที่เป็นใหญ่ ในแผ่นดิน คือประชาฯ

จะยังอยู่ ดูอำนาจ กลับสู่ราษฎ์
จะยังพาด สะพานไว้ ไขปัญหา
จะยังเก็บ รักษ์ไว้ คือปัญญา
รอจนกว่า ทิฐิ หมดพลัง

ฟ้าเดียวกัน กีดกั้น เกียจไปไย
ประชาไท ประชาธิปไตย คือความขลัง
เมื่อกังฉิน ฉายกลางวัน วะเวงวัง
เที่ยงคืนพลัน แสงสว่าง อร่ามมหาลัย

เชิญเถิด เชิญประชา ลืมตาเถิด
เจิศจรัศ คือปัญญา สว่างสไว
จงยึดหลัก ตรรกะมั่น ฟันฝ่าไป
จงสงสัย จงศึกษา หาข้อมูล

เมื่อความจริง ประจักษ์แจ้่ง แถลงไข
เมื่อจัญไร คือความปด หมดสิ้นสูญ
เมื่อสูงสุด คือประชาฯ รัฐธรรมนูญ
เมื่ออำนาจ เหนือกฎหมาย พังทลาย

วันนั้น คนไทย จะมีชัย
ประชาธิปไตย แจ้งแก่ชน คนทั้งหลาย
วันนั้นข้าฯ จักยอมลับ หลับตาตาย
ที่ไว้ลาย คืออมตะ เสรีชน
0

#2 User is offline   witty

  • Member
  • PipPip
  • Group: เจ้าของชุมชน
  • Posts: 37
  • Joined: 19-October 08

Post icon  Posted 09 February 2009 - 11:37 PM

“Liberty Leading the People” หรือ ชื่อภาพที่แท้จริงในเวอร์ชั่นฝรั่งเศส La liberte guidant le peuple par Eugene Delacroix

เป็นภาพที่คุณ จิตร ภูมิศักดิ์ ชื่นชมมากกกกถึงมากที่สุด มีปรากฎในหนังสือ ศิลปะเพื่อชีวิต ศิลปะเพื่อประชาชน โดย ทีปกร ( นามแฝง จิตร ภูมิศักดิ์ )

คิดว่า เป็นภาพโปรดของนักปฎิวัติทั่วโลกที่ยืนยันในสัจธรรมที่ว่า เสรีภาพจักสมปองต้องต่อสู้ ไม่มีใครให้เสรีภาพแก่ประชาชนฟรีๆ

ลองชมภาพนี้แล้วกัน หามาจาก google


ถ้า จขกท ชอบเพลงที่มีเนื้อหาหนักๆแบบนี้ แนะนำให้ฟัง The Wall by Pink Floyd, Revolution by The Beatles,Imagine by John Lennon etc.

Attached File(s)

  • Attached File  liberte_guidant_le_peuple.jpg (243.72K)
    จำนวนการดาวน์โหลดทั้งหมด [ คุุ๊ณต้อง log in ก่อนจึงจะดูรูปหรือดาวน์โหลดไฟล์ได้ ] : 25

0

#3 User is offline   sylarx

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: บริหารจัดการ
  • Posts: 274
  • Joined: 13-October 08

Posted 10 February 2009 - 01:39 AM

เพลงนี้ความหมายดีมากนะครับ
เหมือนเคยมีคนโพสต์ไว้ในบอร์ดนี้นานแล้วตอนที่เพลงออกใหม่ๆกลางปีที่แล้ว
จะฟังให้เบาๆแบบไม่คิดไรมากก็ติดหู จะฟังโดยพิจราณาความหมายและความคิดทางปรัชญาของ Cris martin ก็สุดยอด

ผมชอบ coldplay มาตั้งแต่ album แรก (parachute) แต่อันใหม่นี้ได้ใจผมจริงๆ
ถ้าจะกล่าวถึง viva la vida แน่นอน เขากล่าวถึงปฏิวัติฝรั่งเศสเน้นๆว่าไม่มีไรจีรัง สุดท้ายแล้วอำนาจก็เป็นเพียงมายา มีสูงต่ำแล้วก็เป็นไปตามโลกที่หมุนไป

แต่ถ้าเราลองมองเพลงอื่นๆก็จะความหมายเดียวกันนะครับ อย่าง Lost เนี้ยก็ความหมายประมาณเดียวกัน
" you might be a big fish in the little pond
it doesn't mean you've won
coz here comes along, the bigger one."


ปล ลองฟังทั้ง album (โดยเปิด repeat เมื่อจบเพลงสุดท้าย) แล้วจะเห็นว่าท่อนสุดท้ายของเพลงสุดท้ายกับ ท่อนแรกของ life in techno colour มันต่อกันได้อย่างลงตัว ซึ่งตรงนี้ผมว่า coldplay จงใจให้มันต่อกัน เหมือนกับว่าเน้นเป็น concept ของอัลบั้ม ที่มีการเปลี่ยนแปลง เกิดใหม่ เหมือนเดิม เปลี่ยนแปลง เป็นลูกโซ่ที่ตอกันไป
0

#4 User is offline   ระบวยคำ

  • Newbie
  • Pip
  • Group: เจ้าของชุมชน
  • Posts: 11
  • Joined: 18-December 08

Posted 10 February 2009 - 01:45 AM

51st Grammy Awards

song of the year : Viva la Vida - Coldplay
0

#5 User is offline   ปิยบุตร

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เจ้าของชุมชน.
  • Posts: 1,433
  • Joined: 18-December 07

Posted 10 February 2009 - 05:27 AM

พยายามลองเอารูป La Liberté guidant le peuple ของ Eugène Delacroix ที่ผมไปถ่ายที่ลูฟวร์ ลงให้ดูกัน แต่ลงไม่ได้ซักที

ผมชอบรูปนี้มาก เป็นโปสเตอร์รูปแรกที่ผมซื้อ ตั้งแต่มาอยู่ฝรั่งเศส

ผมเคยเขียนเหตุการณ์ของฝรั่งเศสช่วงนี้ไว้นิดหน่อย แตะไว้นิดๆ ในบทความของผม

เอามาแปะให้ดูอีกที

.............

Ultra-royaliste กับการฟื้นฟูและล่มสลายของกษัตริย์ฝรั่งเศส

Ultra-royaliste หรือที่ปรีดี พนมยงค์แปลว่า “ผู้เกินกว่าราชา” คือ กลุ่มการเมืองที่มีแนวคิดนิยมเจ้าอย่างสุดโต่งในฝรั่งเศส มุ่งหมายจะรื้อฟื้นสถาบันกษัตริย์กลับมาใหม่ ต้องการให้กษัตริย์มีอำนาจมากทั้งในทางความเป็นจริงและในทางสัญลักษณ์ มุ่งให้อภิสิทธิ์แก่พวกขุนนางรายล้อมกษัตริย์ มองประชาชนเป็นเพียง “ข้าแผ่นดิน” (Sujet) มากกว่าเป็น “พลเมือง” (Citoyen) หลายกรณี พวก Ultra-royaliste เรียกร้องอำนาจและอภิสิทธิ์ให้กษัตริย์มากกว่าที่กษัตริย์ต้องการเสียอีก

ภายหลังการล่มสลายของระบอบโบนาปาร์ต นโปเลียนต้องลี้ภัยไปอยู่เกาะเซนต์ เฮเลน่า ฝรั่งเศสเข้าสู่ช่วงฟื้นฟูกษัตริย์ หรือที่เรียกว่ายุค “Restauration” หลุยส์ที่ ๑๘ ขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๑๘๑๕ เป็นกษัตริย์ภายใต้การปกครองแบบปรมิตาญาธิปไตย (La Monarchie limitée) ซึ่งอยู่กึ่งกลางระหว่างสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (La Monarchie absolue) และประชาธิปไตยที่กษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ (La Monarchie constitutionnelle) โดยมี Charte ลงวันที่ ๔ มิถุนายน ๑๘๑๔ ทำหน้าที่เสมือนธรรมนูญการปกครองและกำหนดความสัมพันธ์ทางอำนาจ เอกลักษณ์ของการปกครองในยุคนี้ คือ อำนาจอธิปไตยเป็นของกษัตริย์ กษัตริย์มีอำนาจการบริหารประเทศอย่างแท้จริงโดยมีรัฐมนตรีที่แต่งตั้งเองเป็นมือไม้ มี ๒ สภา คือ สภาขุนนางมาจากการแต่งตั้งของกษัตริย์ ดำรงตำแหน่งตลอดชีพและสืบทอดตำแหน่งทางสายเลือด ส่วนสภาล่าง มาจากการเลือกตั้งที่กำหนดให้เฉพาะผู้เสียภาษีมากๆเท่านั้นจึงจะมีสิทธิเลือกตั้ง ประเมินกันว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นจำนวนเพียง ๑ ใน ๒๐๐ ของประชาชนทั้งประเทศ

กลุ่ม Ultra-royaliste ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในยุค Restauration ผ่านทางสภานิติบัญญัติซึ่งประกอบไปด้วยกลุ่มการเมืองนิยมเจ้าทั้งสิ้น (ซึ่งก็เป็นธรรมดาอยู่เองเพราะผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีแต่พวกเจ้า พวกขุนนางและคนร่ำรวย) เพียงแต่แบ่งเป็นสายสุดขั้วอย่าง Ultra-royaliste กับสายปฏิรูปอย่าง Royaliste libérale กลุ่ม Ultra-royaliste ออกกฎหมายลิดรอนเสรีภาพทางการเมืองและปราบปรามขั้วตรงข้ามทางการเมืองของตน โดยเฉพาะการออกมาตรการความน่าสะพรึงกลัวสีขาว หรือ “Terreur blanche” (สีขาวเป็นสีของกษัตริย์ฝรั่งเศส) เพื่อทำลายกลุ่มนิยมสาธารณรัฐ กลุ่มนิยมระบอบโบนาปาร์ต และกลุ่มนิยมนิกายโปรเตสแตนท์

มาตรการ Terreur blanche นำมาซึ่งการลอบสังหารนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม การปิดสื่อ การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล และเรียกร้องให้กษัตริย์มีอำนาจมากขึ้นภายใต้การ “อำนวยการ” ของกลุ่ม Ultra-royaliste ๑ ปีผ่านไป หลุยส์ที่ ๑๘ จำเป็นต้องยุบสภาเพื่อลดความขัดแย้งทางการเมือง ผลจากความล้มเหลวของมาตรการ Terreur blanche ทำให้กลุ่ม Ultra-royaliste เสียที่นั่งในสภาให้กับกลุ่ม Royaliste libérale

เมื่อกลุ่ม Royaliste libérale เข้ามาเป็นรัฐบาล ก็รีบยกเลิกมาตรการ Terreur blanche ทันที และเร่งรัดออกกฎหมายปฏิรูปหลายฉบับ ต่อมา ๑๓ กุมภาพันธ์ ๑๘๒๐ Duc de Berry หลานของหลุยส์ที่ ๑๘ ถูกลอบสังหารหน้าโรงละครโอเปร่า พวกนิยมเจ้าเชื่อว่าการลอบสังหารนี้เป็นผลต่อเนื่องมาจากนโยบายของกลุ่ม Royaliste libérale ที่เอียงไปทางเสรีนิยมมากเกินไปจนทำให้ผู้นิยมสาธารณรัฐมีโอกาสตีโต้กลับ

ผลพวงของการตายของ Duc de Berry ทำให้กลุ่ม Ultra-royaliste กลับมาเป็นเสียงข้างมากในสภาอีกครั้ง และจัดการยกเลิกนโยบายเสรีนิยมทั้งหมด หันกลับไปออกกฎหมายเซ็นเซอร์สิ่งพิมพ์และกฎหมายจำกัดเสรีภาพของประชาชน กลุ่ม Ultra-royaliste ยังต้องการขจัดเสียงของกลุ่ม Royaliste libérale จึงออกกฎหมายอนุญาตให้ผู้เสียภาษีมากมีสิทธิเลือกตั้ง ๒ รอบ รอบแรกเลือกสมาชิกสภา ๒๕๘ คน จากนั้นผู้เสียภาษีมากที่สุดจำนวน ๑ ใน ๔ ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งเลือกอีก ๑๗๒ คนในรอบที่สอง ที่ทำเช่นนี้ก็เพราะว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งกลุ่มนี้สนับสนุนกลุ่ม Ultra-royaliste นั่นเอง

๑๖ กันยายน ๑๘๒๔ หลุยส์ที่ ๑๘ เสียชีวิต กลุ่ม Ultra-royaliste ได้ผลักดันน้องชายของหลุยส์ที่ ๑๘ ขึ้นครองราชย์แทนในนามชาร์ลส์ที่ ๑๐ กลุ่ม Ultra-royaliste และชาร์ลส์ที่ ๑๐ ร่วมมือกันสร้างความชอบธรรมให้กับระบอบเก่าด้วยการรื้อฟื้นสัญลักษณ์ของสถาบันกษัตริ
ย์ก่อนปฏิวัติ ๑๗๘๙ กลับมาใหม่ ไม่ว่าจะเป็นพิธีราชาภิเษก การก่อสร้างอนุสาวรีย์พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๖ ซึ่งโดนคณะปฏิวัติประหารด้วยเครื่องกีโยติน การออกกฎหมายชดเชยค่าเสียหายให้แก่เจ้าและขุนนางที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิวัติฝรั่ง
เศส ๑๗๘๙ ซึ่งคำนวณกันว่าต้องใช้งบประมาณถึง ๖๓๐ ล้านฟรังค์ ตลอดจนการออกกฎหมายกำหนดโทษแก่ผู้หลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะผู้ที่ขโมยหรือทำลายสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะมีโทษถึงประหารชีวิต นอกจากนี้ยังเพิ่มความเข้มงวดการเซ็นเซอร์สื่อและการจำกัดเสรีภาพการพิมพ์อีกด้วย

ด้วยปัญหาทางเศรษฐกิจบีบบังคับให้ชาร์ลส์ที่ ๑๐ ต้องยุบสภา ผลการเลือกตั้งทำให้ได้สภาที่มีสมาชิกสายปฏิรูปมากขึ้น ชาร์ลส์ที่ ๑๐ จึงจำใจต้องตั้ง Martignac นักการเมืองนิยมเจ้าสายปฏิรูปเป็นหัวหน้ารัฐบาล การดำเนินนโยบายของรัฐบาลไม่เป็นที่สบอารมณ์ของชาร์ลส์ที่ ๑๐ และกลุ่ม Ultra-royaliste ที่เห็นว่ารัฐบาลโน้มเอียงไปทางเสรีนิยม ในขณะที่กลุ่มเสรีนิยมก็มองว่ารัฐบาลดำเนินนโยบายปฏิรูปแบบกระมิดกระเมี้ยน ในที่สุด Martignac จึงลาออกจากตำแหน่ง ชาร์ลส์ที่ ๑๐ ตัดสินใจตั้ง Prince de Polignac นักการเมืองกลุ่ม Ultra-royaliste ขึ้นเป็นหัวหน้ารัฐบาลแทน แต่ด้วยนโยบายแข็งกร้าว ทำให้อยู่ได้ไม่นาน ชาร์ลส์ที่ ๑๐ ก็ต้องยุบสภา

ผลการเลือกตั้งปรากฏว่าฝ่ายค้านได้สมาชิกสภาเพิ่มเป็น ๒๗๐ ที่นั่งจากเดิม ๒๒๑ ที่นั่ง ในขณะที่รัฐบาลเก่าได้เสียงลดลงเหลือ ๑๔๕ ที่นั่ง จากเดิม ๑๘๑ ที่นั่ง ชาร์ลส์ที่ ๑๐ จึงตัดสินใจออกประกาศ ๔ ฉบับทันที ได้แก่ ประกาศยุบสภา (ห่างจากยุบสภาครั้งก่อนครั้งก่อนเพียง ๗๐ วันและหลังเลือกตั้งไม่ถึงเดือน) ประกาศยกเลิกเสรีภาพการพิมพ์ ประกาศจำกัดผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้เฉพาะคนที่เสียภาษีเกิน ๓๐๐ ฟรังค์ และประกาศให้มีการเลือกตั้งใหม่ในเดือนกันยายน กล่าวกันว่าประกาศทั้ง ๔ ฉบับเสมือนเป็นการรัฐประหารโดยชาร์ลส์ที่ ๑๐ และกลุ่ม Ultra-royaliste ซึ่งสร้างความไม่พอใจแก่ประชาชนจำนวนมาก ในที่สุดนักหนังสือพิมพ์ กรรมกร ชนชั้นกฎุมพี จึงรวมตัวกันล้มล้างการปกครองของชาร์ลส์ที่ ๑๐ โดยใช้เวลาเพียง ๓ วันตั้งแต่ ๒๗ – ๒๙ กรกฎาคม ๑๘๓๐

เมื่อชาร์ลส์ที่ ๑๐ ถูกเนรเทศ กลุ่มการเมืองนิยมเจ้าสายปฏิรูปยืนยันให้มีกษัตริย์ต่อไป แต่ต้องการกษัตริย์ประนีประนอม ไม่เอนเอียงไปกับกลุ่ม Ultra-royaliste เพื่อปูทางปฏิรูปประชาธิปไตย จึงตัดสินใจเอาเจ้าสายราชวงศ์ออร์เลอองอย่างหลุยส์ ฟิลิปป์ขึ้นเป็นกษัตริย์ พร้อมกับออก Charte ลงวันที่ ๑๔ สิงหาคม ๑๘๓๐ ใช้เป็นธรรมนูญการปกครองแทน โดยลดอำนาจของกษัตริย์ไม่ให้มีอำนาจในการเสนอกฎหมายและให้อำนาจอธิปไตยเป็นของชาติ เราเรียกยุคนี้ว่า “ Monarchie de Juillet” เพราะเหตุการณ์ที่ประชาชนร่วมกันขับไล่ชาร์ลส์ที่ ๑๐ เกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคม (Juillet) นั่นเอง

รัฐบาลเริ่มนโยบายก้าวหน้าขึ้น ตั้งแต่การยกเลิกระบบสืบทอดตำแหน่งสภาขุนนางทางสายเลือด การขยายสิทธิเลือกตั้งและสมัครรับเลือกตั้งออกไป (ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องเป็นผู้ชายอายุ ๒๕ ปีขึ้นไปและเสียภาษีเกิน ๒๐๐ ฟรังค์ จากเดิมที่ให้เฉพาะผู้ชายอายุ ๓๐ ปีขึ้นไปและเสียภาษีเกิน ๓๐๐ ฟรังค์ ส่วนผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งก็เปลี่ยนเป็นผู้ชายอายุ ๓๐ ปีขึ้นไปและเสียภาษีเกิน ๕๐๐ ฟรังค์ จากเดิมต้องเป็นผู้ชายอายุ ๔๐ ปีขึ้นไปและเสียภาษีเกิน ๑๐๐๐ ฟรังค์) การยกเลิกการปิดกั้นเสรีภาพในการพิมพ์ ศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกไม่เป็นศาสนาประจำชาติอีกต่อไป ตลอดจนการนำธงไตรรงค์ “น้ำเงิน ขาว แดง” จากเดิมที่มีแต่สีขาว มาใช้เป็นธงประจำชาติ

แม้หลุยส์ ฟิลิปป์จะได้การยอมรับจากประชาชนมากถึงขนาดที่ชาวฝรั่งเศสขนานนามว่าเป็น “กษัตริย์ของพลเมือง” แต่การดำเนินนโยบายของรัฐบาล Guizot ก็ยังโน้มเอียงไปทางอนุรักษ์นิยมอยู่มาก ประกอบกับวิกฤติเศรษฐกิจในช่วงปี ๑๘๔๖ ถึง ๑๘๔๘ และอุดมการณ์ประชาธิปไตยตลบอบอวล ยิ่งกระตุ้นให้กลุ่มนิยมสาธารณรัฐเริ่มรวมตัวจัดตั้งองค์กรปฏิวัติกษัตริย์ด้วยการจั
ดงานเลี้ยงตามหัวเมืองใหญ่ๆเพื่อรณรงค์ทางการเมือง เช่น การเรียกร้องให้ขยายสิทธิเลือกตั้งออกไปให้ทั่วถึงไม่ใช่จำกัดเฉพาะผู้เสียภาษีมาก การชุมนุมทางการเมืองเริ่มขยายตัวกว้างขวางขึ้น รัฐบาล Guizot ไม่สนองตอบต่อข้อเรียกร้อง ตรงกันข้ามกลับปราบปรามการชุมนุม ยิ่งทำให้คะแนนนิยมตกต่ำลง กว่าหลุยส์ ฟิลิปป์จะตัดสินใจเปลี่ยนหัวหน้ารัฐบาลและสัญญาว่าจะดำเนินการปฏิรูปให้เข้มขึ้นก็สา
ยเกินไปเสียแล้ว ในที่สุด กลุ่มนิยมสาธารณรัฐได้โอกาสเข้ายึดอำนาจจากหลุยส์ ฟิลิปป์ และประกาศให้ฝรั่งเศสเป็นสาธารณรัฐเมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๑๘๔๘

ฝรั่งเศสเข้าสู่สาธารณรัฐที่ ๒ ได้ไม่นาน หลุยส์ นโปเลียน หลานของนโปเลียน โบนาปาร์ตขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีและจัดการรวบอำนาจไว้กับตนเอง เปลี่ยนกลับไปปกครองแบบจักรวรรดิเหมือนโปเลียน พร้อมกับตั้งตนเป็นจักรพรรดิตลอดชีพในนาม นโปเลียนที่ ๓ จักรวรรดินี้ดำรงอยู่ได้ ๑๘ ปี จนกระทั่งเกิดสงครามกับปรัสเซีย นโปเลียนที่ ๓ และจักรววรดิที่ ๒ ก็ล่มสลายไป

หลังนโปเลียนที่ ๓ พ่ายแพ้สงครามกับปรัสเซีย ฝรั่งเศสเปลี่ยนมาปกครองแบบสาธารณรัฐ ฝ่ายนิยมเจ้าเรียกร้องให้เพิ่มคำว่า “ชั่วคราว” ต่อท้ายคำว่า “สาธารณรัฐ” ในขณะที่ฝ่ายนิยมสาธารณรัฐก็เกรงว่าหากให้พวก Ultra-royaliste ปกครองประเทศก็หนีไม่พ้นการจำกัดเสรีภาพของประชาชนและเข้าข้างอภิสิทธิ์ชนดังที่เคยเ
ป็นมา

การต่อสู้ทางการเมืองระหว่างกลุ่มนิยมเจ้ากับกลุ่มนิยมสาธารณรัฐดำเนินไปอย่างเข้มข้
น อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อว่าจะเลือกปกครองในระบอบใดระหว่างสาธารณรัฐหรือประชาธิปไต
ยที่มีกษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ
จนกระทั่งเกิดกรณี “ธงขาว” ซึ่งเริ่มจาก Comte de Chambord ออกมาเรียกร้องให้ฝรั่งเศสนำธงสีขาวที่มีดอกไม้สัญลักษณ์ประจำราชวงศ์บูร์บ็อง (Fleur de lys) กลับมาใช้เป็นธงชาติแทนที่ธงไตรรงค์ ข้อเรียกร้องดังกล่าวเป็นสัญลักษณ์ปลุกให้กลุ่ม Ultra-royaliste กลับมาร่วมมือกันรื้อฟื้นสถาบันกษัตริย์อีกครั้ง

ความจริงแล้ว แนวโน้มที่ฝรั่งเศสจะปกครองแบบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์เป็นประมุขก็ยังพอมีอยู่บ้าง ประชาชนบางส่วนยังคงถวิลหาให้กษัตริย์เป็นประมุขเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของประเทศและแสดง
ถึงความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ ประธานาธิบดีแม็คมานเองก็มีแนวโน้มจะช่วยฟื้นฟูให้กษัตริย์กลับมาเป็นประมุขของรัฐอี
กครั้ง แต่ด้วยความแข็งกร้าวของ Ultra-royaliste โดยเฉพาะกรณี “ธงขาว” ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแม้เพียงเรื่องเท่านี้ พวก Ultra-royaliste ยังไม่ยอมประนีประนอม หากปล่อยให้ Ultra-royaliste ครองอำนาจ เห็นทีคงหนีไม่พ้นการปกครองแบบระบอบเก่าเป็นแน่ ดังนั้น Henri Wallon นักการเมืองนิยมสาธารณรัฐจึงชิงตัดหน้าด้วยการเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญกำหน
ดว่า “ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐมาจากการเลือกโดยเสียงข้างมากเด็ดขาดของวุฒิสภาและสภาผู้
แทนราษฎร มีวาระ ๗ ปี และสามารถถูกเลือกได้อีกครั้ง”

ผลการลงมติเมื่อวันที่ ๓๐ มกราคม ๑๘๗๕ ปรากฏว่า ฝ่ายที่เห็นควรให้ฝรั่งเศสเป็นสาธารณรัฐเฉือนชนะไปอย่างหวุดหวิดด้วยคะแนนเสียง ๓๕๓ ต่อ ๓๕๒ จากนั้นความนิยมในสถาบันกษัตริย์ก็ลดน้อยถอยลงตามลำดับ จนกลุ่มนิยมกษัตริย์ไม่มีโอกาสกลับมามีบทบาททางการเมืองอีกต่อไป

เป็นอันว่าฝรั่งเศสเป็นสาธารณรัฐโดยเด็ดขาด และกลุ่ม Ultra-royaliste ก็ปลาสนาการไปจากเวทีการเมืองพร้อมๆกับสถาบันกษัตริย์

................

นับแต่ปฏิวัติ ๑๗๘๙ ฝรั่งเศสเหมือนห้องทดลองระบอบการปกครอง กลุ่มการเมืองหลายกลุ่มต่อสู้แย่งชิงอำนาจเพื่อให้ได้มาซึ่งระบอบการปกครองที่ตนปราร
ถนา Ultra-royaliste ก็เป็นกลุ่มหนึ่งซึ่งเข้ามามีบทบาทสำคัญกับการอุ้มชูสถาบันกษัตริย์ให้กลับมาสู่อำนา
จหลายครั้ง แต่ด้วยนโยบายไม่ประนีประนอม ไม่เปิดพื้นที่ทางการเมืองให้ผู้มีรสนิยมแตกต่างกัน ไม่ปรับตัวเข้ากับยุคสมัย ทำให้ระบบกษัตริย์ต้องล่มไป กลุ่ม Ultra-royaliste ต่อสู้จนระบบกษัตริย์กลับมาได้ แต่แล้วด้วยพฤติกรรมแบบเดิมๆ มุ่ง “อำนวยการ” โดยอาศัย “กษัตริย์” บังหน้า ทำให้ระบบกษัตริย์ล่มไปอีก เป็นเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกระทั่งในท้ายที่สุด ความพยายามครั้งสุดท้ายในการฟื้นฟูกษัตริย์แบบมีอำนาจมาก ก็ทำให้กษัตริย์ไม่ได้ปรากฏในฝรั่งเศสอีกเลย

ไม่ว่า Ultra-royaliste จะเจตนาหรือไม่ก็ตาม ประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสบอกเราว่าสถาบันกษัตริย์กลับมามีอำนาจก็ด้วย Ultra-royaliste และสถาบันกษัตริย์ต้องล่มสลายไปตลอดกาลก็ด้วย Ultra-royaliste อีกเช่นกัน

ที่เล่ามาทั้งหมดเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วใน “ฝรั่งเศส”
0

#6 User is offline   kingkong

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เจ้าของชุมชน.
  • Posts: 188
  • Joined: 07-May 08

Posted 10 February 2009 - 07:01 AM

Quote

VIVA LA VIDA:Coldplay

I used to rule the world
Seas would rise when I gave the word
Now in the morning I sleep alone
Sweep the streets I used to own

I used to roll the dice
Feel the fear in my enemy's eyes
Listen as the crowd would sing
"Now the old king is dead! Long live the king!"

One minute I held the key
Next the walls were closed on me
And I discovered that my castles stand
Upon pillars of salt and pillars of sand

I hear Jerusalem bells a ringing
Roman Cavalry choirs are singing
Be my mirror, my sword and shield
My missionaries in a foreign field

For some reason I can't explain
Once you go there was never
Never an honest word
And that was when I ruled the world

It was the wicked and wild wind
Blew down the doors to let me in
Shattered windows and the sound of drums
People couldn't believe what I'd become

Revolutionaries wait
For my head on a silver plate
Just a puppet on a lonely string
Oh who would ever want to be king?

I hear Jerusalem bells a ringing
Roman Cavalry choirs are singing
Be my mirror, my sword and shield
My missionaries in a foreign field

For some reason I can't explain
I know Saint Peter won't call my name
Never an honest word
But that was when I ruled the world

I hear Jerusalem bells a ringing
Roman Cavalry choirs are singing
Be my mirror, my sword and shield
My missionaries in a foreign field

For some reason I can't explain
I know Saint Peter won't call my name
Never an honest word
But that was when I ruled the world


http://www.youtube.c...h?v=u_tcE4rWovI

ผมชอบเสียงเด็กๆ มันดูสดใสน่าทะนุถนอมดี ยินดีกับรางวัลที่ได้รับกับColdplayด้วย
Posted Image
0

#7 User is offline   คุณนายน้ำว้า

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เจ้าของชุมชน.
  • Posts: 2,315
  • Joined: 20-October 07

Posted 10 February 2009 - 01:32 PM

อิอิ ตอนที่น้ำว้ายังจัด วิทยุให้ C-BOX
ทั้งเสรีชน และ พรีดอน เรดิโอ

VIVA LA VIDA เป็นเพลงที่แทบจะ
ใช้เปิดรายรายการ ทุกครั้ง
:bn40:
Posted Image





The record shows I took the blows and did it >>> MY WAY
0

#8 User is offline   คุณนายน้ำว้า

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เจ้าของชุมชน.
  • Posts: 2,315
  • Joined: 20-October 07

Posted 10 February 2009 - 01:57 PM

คำแปลเพลง ดึงจาก
http://bosie.exteen....ay-viva-la-vida

ข้าเคยเป็นราชาครองแผ่นฟ้า
คลื่นทะเลซัดซาเมื่อข้าสั่ง
ครั้นตื่นมาตัวข้าอยู่ลำพัง
มือสองปัดกวาดถนนตามข้างทาง

เคยเดิมพันเล่นตลกเห็นเป็นโชค
ศัตรูโศกหมดกล้าน่าสิ้นหวัง
ข้าเคยฟังไพร่ฟ้าเปร่งเสียงดัง
"โอ ราชันย์สิ้นลงทรงพระเจริญ "

กำมือแน่นกับกุญแจหาทางออก
แต่จนตรอกกำแพงบีบเหมือนถูกขัง
มองหันไปเห็นปราสาทก่อนเคยยัง
ล้มลงพังครืนดังปราสาททราย

ระฆังแห่งแดนพระเจ้าดังแว่วเสียง
ก่อสำเนียงจากทำนองสวงสวรรค์
โปรดเป็นดาบ เป็นแผ่นโล่ห์ ช่วยฝ่าฟัน
กลายเป็นฝันเมื่อครั้งข้าเป็นราชา

สายลมร้ายพัดกระชากผ่านตัวข้า
ประตูหนาปิดปังตามไล่หลัง
กระจกแตกเสียงปี่กลองคำรามลั่น
คนหมื่นพันประจันหน้าเลือดไหลนอง

เมื่อมีดใหญ่บั่นลงศีรษะข้า
การปฎิวัติยาดตราเข้ามาถึง
หากเป็นเพียงตุ๊กตาถูกตราตรึง
ลองคำนึง ใครอยากเป็นเจ้าแผ่นดิน?

องค์นักบุญโปรดรอรับวิญญาข้า
ไม่อาจหาคำบรรยายให้มากล้น
ครั้งเมื่อข้าเป็นกษัตรายังยืนยง
ตำนานหยุดจบลงกับราชา

Posted Image





The record shows I took the blows and did it >>> MY WAY
0

#9 User is online   The killers

  • Member
  • PipPip
  • Group: เจ้าของชุมชน
  • Posts: 91
  • Joined: 02-January 09

Posted 10 February 2009 - 02:04 PM

ผมก็ชอบเพลงนี้ครับ
จริงๆ ชอบทุกเพลงในอัลบั้มนี้เลย
ว่าแต่เพลงนี้ Coldplay โดนน้าโจ แซททริอานี่ฟ้องไม่ใช้เหรอครับ
เห็นกว่าเพลงนี้ไปลอกทำนอง If I could fly ของน้าแกเข้า
0

#10 User is offline   AUGUST

  • ข้ารองบาทแห่งเสด็จพ่อสมชาย
  • PipPipPip
  • Group: ทีมโมเดอเรเตอร์
  • Posts: 2,595
  • Joined: 21-November 08

Posted 10 February 2009 - 03:04 PM

ขอบคุณคำแปลของคุณนายนะคะ แปลเพราะกว่าเราเยอะเลย 5555
????????????????????
เทน วะ ฮิโตะโนอูเอะ นิ ฮิโตะโวะ ซึคุราซึ ฮิโตะโนะชิตะ นิ ฮิโตะโวะ ซึคุราซึ

หมายความว่า ฟ้ามิได้สร้างคนให้อยู่เหนือคน และมิได้สร้างคนให้อยู่ใต้คน
ประโยคนี้ ฟุคุซาวะ ยูคิชิ ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยเคโอ (ชายที่อยู่ในแบงค์หมื่นเยน) เป็นผู้พูด ซึ่งหมายความว่า
คนเราทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน ไม่มีการแบ่งแยกว่าสูงกว่าหรือต่ำกว่า
0

#11 User is offline   คุณนายน้ำว้า

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เจ้าของชุมชน.
  • Posts: 2,315
  • Joined: 20-October 07

Posted 10 February 2009 - 05:58 PM

View PostAUGUST, on Feb 10 2009, 03:04 PM, said:

ขอบคุณคำแปลของคุณนายนะคะ แปลเพราะกว่าเราเยอะเลย 5555


น้ำว้าไม่ได้แปลเองนะคร่ะ
ตอนแรก เริ่มแปลเอง ไปได้ 2-3 บรรทัด
...แต่พอไปเห็น คำแปลอันที่ยืมมา :bn47:

อุ๊ย...ไม่แปลเองแร่ะ
คำแปลเค้าดีมาก เลยขอยืมดีกว่า

อ่านแล้วอึ้ง !!! :bn44:

แปลได้ มีพลัง
Posted Image





The record shows I took the blows and did it >>> MY WAY
0

#12 User is offline   sylarx

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: บริหารจัดการ
  • Posts: 274
  • Joined: 13-October 08

Posted 10 February 2009 - 09:25 PM

View PostThe killers, on Feb 10 2009, 02:04 PM, said:

ผมก็ชอบเพลงนี้ครับ
จริงๆ ชอบทุกเพลงในอัลบั้มนี้เลย
ว่าแต่เพลงนี้ Coldplay โดนน้าโจ แซททริอานี่ฟ้องไม่ใช้เหรอครับ
เห็นกว่าเพลงนี้ไปลอกทำนอง If I could fly ของน้าแกเข้า



ผมฟังแล้วเพลง if i could fly จะว่าเหมือนก้อเหมือน จะว่าไม่เหมือนก็ไม่เหมือนนะ


ปล ดูตรงที่ผมเน้นตัวแดงสิ ทำเอา mood mี่ได้จากเพลงหายไปเยอะเหมือนกันนะ ทำนองเพลงได้รับแรงบรรดาลใจมาจากเกมส์ Zelda
:bn45: :bn45: :bn45: :bn45: :bn45:


Coldplay were briefly accused of plagiarism of "The Songs I Didn't Write" by American alternative band Creaky Boards, for the melody of "Viva la Vida".[9] Creaky Boards' band member Andrew Hoepfner claimed that Martin had heard them playing the song at a live show in October 2007.[10] The band released a video clip, in which it compares sections of both songs.[10] Coldplay denied the claim; band spokesman Murray Chambers said Martin was working in AIR Studios in London at that time, having checked the singer's diary.[11] In addition, Coldplay had recorded a demo version of "Viva la Vida" in March 2007, long before Creaky Boards performed it live in October of the same year.[10] Creaky Boards later retracted the accusations and speculated that both songs may have been inspired by the video game The Legend of Zelda.[11]

In December 2008, American guitarist Joe Satriani filed a copyright infringement suit against Coldplay at the Los Angeles federal court. The suit claims that "Viva la Vida" incorporates "substantial original portions" of his instrumental track "If I Could Fly" from his 2004 album Is There Love in Space?.[12] The band has denied the allegation, saying the similarities were "entirely coincidental
0

#13 User is offline   Damnation_V.2

  • Member
  • PipPip
  • Group: เจ้าของชุมชน
  • Posts: 43
  • Joined: 09-October 08

Posted 10 February 2009 - 11:09 PM

ได้แรงบันดาลใจจากเกมเซลด้า คิดได้ไงเนี่ย...... :bn47: :bn47:
0

#14 User is online   The killers

  • Member
  • PipPip
  • Group: เจ้าของชุมชน
  • Posts: 91
  • Joined: 02-January 09

Posted 10 February 2009 - 11:16 PM

ครับ
เพลง viva la vida กับ If I could fly ผมก็ว่ามันฟังคล้ายๆ กันตรงท่อนฮุคน่ะครับ
ก็ตามดูกันต่อไปว่าเมื่อถึงที่สุดแล้วผลจะเป็นไง
ว่าแต่ถ้าอัลบั้มนี้ไม่มีเพลง viva la vida สำหรับผมมันก็ยังยอดเยี่ยมอยู่ดี
0

#15 User is offline   ดาวในน้ำ

  • ทุ่งสตรอว์เบอร์รี่อนันตกาล
  • PipPipPip
  • Group: ทีมโมเดอเรเตอร์
  • Posts: 2,416
  • Joined: 09-October 07

Posted 11 February 2009 - 01:37 AM

เีราแปลชื่อเพลงนี้ว่า live the life อ่ะ
แต่ชอบเพลงนี้นะ เคยนั่งฟังแบบ ฟังแค่เพลงนี้อ่ะ ตั้งแต่อนุสาวรีย์ฯ จนถึง รังสิต ซ้ำไปซ้ำมา
อ่านคำแปลในเนทแล้ว เหมือนเค้าก็พยายามตีความกันว่าหมายถึงใครกันแน่ แต่แปลกว่าตอนเราฟังเพลงนี้ เราเห็นใจ King ในเพลงอ่ะ
้เราอาจจะตีความหมายผิดนะ แต่ที่เราเข้าใจคือ เหมือนว่าจะมีอำนาจ เมื่อครั้งที่ขึ้นครองบัลลังก์ใหม่ๆ ก็หลงว่าตัวเองมีอำนาจ แต่จริงๆ ก็เป็นแค่หุ่นชักที่เมื่อหมดประโยชน์แล้วเค้าก็ทำลายทิ้ง

แต่ดาวฯว่าดาวฯคงแปลผิด ฮ่ะๆๆๆ

~Living is easy with eyes closed~


my site : http://www.im-riverstar.co.cc



to be a leftist is fuckin' sexy!!!!!!!!



คำถามจาก"ดาวในน้ำ"
จากเฟซบุคของอดีตนางแบบคนหนึ่ง

Quote

Thxxxxxx Sxxxxxxxxx ที่รักคะ ดาวมีเรื่องใหม่แระค่ะ
คือว่า แม่งจะไม่ใส่เสื้อแดงตอนตรุษจีนค่ะ ๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕
แม่งช๊อคกิ้งพิงค์กันค่ะ อ๊ายยยยย
สงสารอาม่า อากง มากมายคะ ชมพูทวีปหรอเมิง ฮ่าๆๆๆ
ปัญญาแอ่นสัดๆ อเมซิ่งไทยแลนด์ แม่yed มันว้อย

อนึ่ง ดาว=ดาวยั่วนะคะ ไม่บุ๋มๆๆค่ะ อ๊างงงงง
ดาวลอยตัวเหนือปัญหาคะ ส่วนตัณหานั้น=เรื่องของดาว๕๕๕
40 minutes ago ?


หลายวันต่อมา(จากวอลล์ของอ.นิติฯ ชื่อดัง(?)-เขียนโดยนางแบบคนเดิม)

Quote

อนึ่ง ดาวเนี่ย เรียกแทนตัวมาแต่ก้นครัว พันทิป นะเคอะเรียกแทนตัวงี้มานานแล้วค่ะ เพราะชอบเพลงดาวมหาลัยมากมายFor บัวใต้น้ำ information.:D


เอ๊ะ? กรูเคยทำไรให้ตอนไหนมั้ยเนี่ย? งงนะตอบหน่อยสิ...คือถ้ารู้สึกไปคนเดียวนี่อาจจะอคติ แต่มีเพื่อนสงสัยมาเหมือนกันน่ะว่าเราไปทำอะไรให้คุณไว้รึเปล่า เค้าอ่านแล้วรู้สึกว่าคุณด่าเราอยู่...เลยเอามาถาม เพราะคิดคุณว่าคงอยู่แถวๆ นี้แหละ เพราะเห็นชอบด่า "แม่บ้านว่างงานอ่านฟ้าเดียวกันกระแดะอยากมี political attitude"(มันเป็นใครฟระ?) อยู่บ่อยๆ เลยคิดว่าน่าจะอยู่แถวนี้ด้วย

อนึ่งที่ก้นครัวไม่เห้นใครเรียกว่าดาวเลย เห็นเรียกรุดกัน ก็เลยงงอ่ะค่ะ
0

#16 User is offline   hidepod

  • Newbie
  • Pip
  • Group: เจ้าของชุมชน
  • Posts: 11
  • Joined: 24-October 08

Posted 11 February 2009 - 08:56 AM

ถ้าฟังเพลินเอาท่วงทำนอง เพลงนี้เพราะมากๆ ฟังซ้ำได้ไม่เบื่อเลย :bn49:

แต่พอไปเข้าเนื้อหาแล้ว แอบเครียด :bn20: ยิ่งตอนไปเจอเนื้อหาที่แปล ตามบลอกที่คุณน้ำว้าโพส แปลได้สละสลวยมาก พอมาฟังกับดนตรีแล้วรู้สึกเศร้ามากด้วย :bn38: :bn24:

king ในเพลงคงรู้สึกอ้างว้างมากแน่ๆ
:bn18:
0

#17 User is offline   ระบวยคำ

  • Newbie
  • Pip
  • Group: เจ้าของชุมชน
  • Posts: 11
  • Joined: 18-December 08

Posted 11 February 2009 - 10:20 AM

คล้ายจนเหมือนเลยครับ

http://www.youtube.c...feature=related
0

#18 User is online   The killers

  • Member
  • PipPip
  • Group: เจ้าของชุมชน
  • Posts: 91
  • Joined: 02-January 09

Posted 11 February 2009 - 12:24 PM

http://www.youtube.c...feature=related
ของ Satch

http://www.youtube.c...feature=related
ของ Coldplay

ฟังให้จบเพลง
แล้วเทียบกันเอาเองนะจ๊ะ

:bn40:
0

#19 User is offline   พระนางทู่ซี้ไทเฮา

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เจ้าของชุมชน
  • Posts: 372
  • Joined: 30-November 08

Posted 11 February 2009 - 07:21 PM

แปลกดี ก่อนจะตาสว่างผมก็นั่งฟังเพลงนี้ซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบมากๆ ชอบทั้งในดนตรีที่เขาทำ แล้วยังเนื้อหาีก

แต่บอกตรงๆ ว่าผมไม่เก่งขนาดฟังแล้วรู้เรื่อง ก็ได้หาเนื้อมาร้องตาม ถึงได้รู้ แล้วก็มองเห็นภาพเป็น โรมันๆ ภาพของผู้ชายในสนามรบอะไรทำนองนี้



ผมหัวเราะก๊ากเลยตอนที่เนื้อเพลงบอกว่า ฟังตัวตลกร้องว่า "นาว.... ลองลีฟ..." แต่ตอนนั้นยังไม่ได้ตาสว่างนะ


พอตาสว่างมาแล้ว ก็มาเจอเนื้อเพลงนี้ในบอร์ด สองสามครั้ง แล้วก็รู้สึกว่า....



ท่าทางว่าบอร์ดนี้จะชอบเพลงนี้แฮะ


ปล. ชอบครือกันครับ ใช้ดนตรีเปิดเป็นริงโทนอยู่ช่วงหนึ่ง
"พอปืนเปรี้ยงแปลบไปในมณฑล ก็รู้ว่าประชาชนจะชิงชัง"


สดุดี 40 วินาที เชียงใหม่
0

Page 1 of 1
  • You cannot start a new topic
  • You cannot reply to this topic

1 User(s) are reading this topic
0 members, 1 guests, 0 anonymous users